- Dark Japandi: ผสมโทนสีเข้มมากขึ้น เช่น น้ำตาลเข้ม ดำหม่น เขียวป่า
- เซรามิกแฮนด์เมด: ใช้เซรามิกแฮนด์เมดจากศิลปินไทย เช่น Earthware Studio ในเชียงใหม่
- แสงประติมากรรม: โคมไฟวงกลมจาก Louis Poulsen หรือเลียนแบบที่ราคาประหยัด
- ผสมพืชเขตร้อน: ใช้พืชไทยเช่น พลับพลึง เฟิร์นข้าหลวง ผสมในสไตล์ Japandi
- Curved Furniture: เฟอร์นิเจอร์โค้งมนกลับมา หลีกเลี่ยงเส้นตรงเฉียบ
- เฟอร์นิเจอร์: IKEA Thailand, Index Living Mall, SB Design Square
- ของตกแต่ง: MUJI Thailand, Daiso, ร้านในจตุจักร
- เซรามิก: Earthware Studio (เชียงใหม่), ตลาดสันกำแพง
- ผ้าลินิน: Atelier Cocoon, Linen Tales, ห้างเซ็นทรัล
- โคมไฟ: HomePro, Boonthavorn, ร้านในย่านบางพลัด
1. Japandi ต่างจากมินิมอลอย่างไร?
Japandi อบอุ่นกว่าด้วยวัสดุธรรมชาติและสี ส่วนมินิมอลมักใช้สีขาว-เทา-ดำที่เย็นกว่า Japandi มีองค์ประกอบเอเชียและเอิร์ธโทนที่ชัดเจน
2. ห้องคอนโดเล็กทำ Japandi ได้ไหม?
ได้ดีมาก เพราะ Japandi เน้นความว่าง เหมาะกับห้องเล็ก 25-40 ตร.ม. ที่พบทั่วไปในกรุงเทพ ใช้สีอ่อนทำให้ห้องดูใหญ่ขึ้น
3. ต้องซื้อของจากญี่ปุ่นไหม?
ไม่จำเป็น เลือกของในไทยที่ใช้วัสดุธรรมชาติและสีเอิร์ธโทนก็ได้ MUJI Thailand มีของหลายชิ้นที่เข้ากับสไตล์
4. ผสม Japandi กับสไตล์ไทยได้ไหม?
ได้ ลายไม้ไทย เครื่องเซรามิกไทย และไผ่เข้ากับ Japandi ได้อย่างลงตัว เครื่องเซรามิกเชียงใหม่และศิลปะภาคเหนือเข้ากับสไตล์นี้ดี
5. ดูแลรักษายากไหม?
ไม่ยาก เพราะของน้อยชิ้น ทำความสะอาดง่าย วัสดุธรรมชาติทนทาน เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ก็พอ
6. Japandi ทนสภาพอากาศไทยไหม?
ทนได้ดี เพราะวัสดุธรรมชาติหายใจได้ ลดความร้อนสะสม แต่ต้องระวังเรื่องความชื้น เลือกไม้ที่อบแล้วและทาน้ำมันป้องกันรา
7. เริ่มต้นยังไงสำหรับมือใหม่?
เริ่มจากทาสีผนังเป็นโทนเอิร์ธ ลดของบนเคาน์เตอร์และโต๊ะ เพิ่มพืชสีเขียว ใส่ผ้าลินินแทนผ้าโพลีเอสเตอร์ ค่อย ๆ เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ตามงบ
วะบิ-ซะบิ (侘寂) เป็นปรัชญาญี่ปุ่นที่เห็นความงามในความไม่สมบูรณ์ ความไม่จีรัง และความเรียบง่าย แตกต่างจากตะวันตกที่เน้นความสมบูรณ์แบบและความเงางาม ฮุกเกอ (Hygge) เป็นแนวคิดเดนมาร์กที่เน้นความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ ใช้แสงเทียน ผ้าห่มถัก เครื่องดื่มอุ่น ๆ และเวลากับคนที่รัก สองปรัชญานี้ดูแตกต่าง แต่จุดร่วมคือการให้คุณค่ากับชีวิตเรียบง่ายและสงบ
ในไทยปรัชญานี้สอดคล้องกับแนวคิดพุทธศาสนาเรื่องอนิจจัง (ความไม่จีรังของสรรพสิ่ง) และความพอเพียง ทำให้คนไทยรู้สึกเชื่อมโยงกับ Japandi ได้ง่ายโดยธรรมชาติ การมีน้อยแต่มีคุณภาพ การให้คุณค่ากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การยอมรับความไม่สมบูรณ์ของชีวิต เป็นแนวคิดที่ไทยและญี่ปุ่นเหมือนกัน
ในบริบทไทย คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในเมืองใหญ่นิยม Japandi เพราะเป็นทางออกจากความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน ห้องคอนโดที่เป็น Japandi กลายเป็น "Sanctuary" หรือที่หลบภัยทางจิตใจ ส่วนคนที่ทำงานจากบ้าน (Work from Home) ก็พบว่าสภาพแวดล้อม Japandi ช่วยให้สมาธิดีขึ้น ลดความเครียด
สำหรับคนที่งบจำกัด สามารถเปลี่ยนห้องเป็น Japandi ทีละขั้นในเวลา 30 วัน
- สัปดาห์ที่ 1: คัดของออก ทิ้งหรือบริจาคของที่ไม่ใช้ในรอบ 1 ปี เหลือเฉพาะของจำเป็น
- สัปดาห์ที่ 2: ทาสีผนังเป็นโทนครีมหม่นหรือเทาอุ่น เปลี่ยนผ้าม่านเป็นผ้าลินินบางเบา
- สัปดาห์ที่ 3: เพิ่มเฟอร์นิเจอร์ไม้ 1-2 ชิ้น เช่น โต๊ะข้างหรือชั้นวาง เพิ่มพรมขนสัตว์สีครีม
- สัปดาห์ที่ 4: เพิ่มพืชจริง 2-3 ต้น แลก็โคมไฟกระดาษ จัดของให้เป็นระเบียบ
งบประมาณรวม 30,000-80,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพห้องเดิม
Japandi เป็นสไตล์ที่ลงตัวสำหรับชีวิตยุคใหม่ในเมืองไทย เพราะเข้ากับสภาพอากาศ พื้นที่จำกัด และไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความสงบหลังเลิกงาน วัสดุธรรมชาติและพาเล็ตเอิร์ธโทนสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและทนทาน ไม่ตกเทรนด์ง่าย แม้ผ่านไป 10 ปี Japandi ก็ยังดูทันสมัย เพราะเป็นสไตล์ไร้กาลเวลาที่ฝังรากในปรัชญาเก่าแก่ของญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวีย
เริ่มจากการทดลองภาพห้องคุณในสไตล์ Japandi ผ่าน GenRoom ก่อนตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์จริง จะช่วยให้เห็นภาพชัดและประหยัดเงินไปได้มาก ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน เริ่มจากของชิ้นเล็ก ๆ ค่อย ๆ สร้างสไตล์ของคุณตามงบ Japandi เป็นการเดินทางมากกว่าปลายทาง ดูเพิ่มเติมที่ คู่มือสไตล์มินิมอล และ คู่มือสไตล์สแกนดิเนเวียน
ทดลอง GenRoom ฟรี